วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

จำหน่ายน้ำมันมะพร้าว Thaipure


จำหน่ายน้ำมันมะพร้าว สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณเจี๊ยบ โทร. 083-9160056

และสามารถอ่านบทความเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของน้ำมันมะำพร้าวได้จากบล็อกนี้นะคะ

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ คืออะไร ?

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ( Virgin coconut oil ) คือ น้ำมันที่สกัดจากเนื้อมะพร้าวด้วยวิธีทางธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ความร้อนสูงในการสกัด การสกัดที่ใช้ ต้องเป็นแบบสกัดเย็น ( Cold pressed process ) จึงจะทำให้น้ำมันที่ได้มีคุณภาพสูง อุดมไปด้วย วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุของ โรคมะเร็ง และโรคเสื่อมถอยอื่นๆ
น้ำมันมะพร้าวที่ดี จะต้องมีลักษณะที่ใส ไม่มีสี ไม่มีตะกอน มีกลิ่นหอมของมะพร้าว และไม่มีกลิ่นหืน สามารถ ซึมผ่านผิวหนังได้ดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ น้ำมันมะพร้าวที่ดี จะยังคงคุณสมบัติต่างๆ ตาม ธรรมชาติอย่างครบถ้วน สามารถเก็บรักษา ได้นานเป็นปี โดยไม่เสื่อมคุณภาพ

แล้วน้ำมันมะพร้าว มีประโยชน์ อย่างไร ?

น้ำมัน มะพร้าว เป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพียงไม่กี่ชนิด ที่ใช้ในการดูแลรักษา ถนอม ผิวพรรณแทนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวต่างๆ แต่น้ำมันมะพร้าวที่จะนำมาใช้ ควรเป็น น้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ และสกัดโดยวิธีธรรมชาติเท่านั้น

นอกจากจะนำมาใช้ในการทาผิวพรรณ เพื่อปกป้องผิวพรรณจากแสงแดดแล้ว น้ำมันมะพร้าว ยังเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง บำรุงรักษาผิวหนังให้เต่งตึง มีน้ำมีนวล ไม่เหี่ยวย่น ยังใช้ลูบไล้เส้นผมช่วย ให้เส้นผมเงางาม และช่วยถนอมศรีษะ

ใน ทางหลักของอายุรเวท แนะนำให้ใช้นวดตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ซึ่งจะปรับสภาพผิวหนัง กระตุ้น การทำงานของระบบหมุนเวียน และระบบประสาท นอกจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ยังเป็นสารตั้งต้นคุณภาพดี ที่ใช้ในการผลิต ครีม โลชั่นบำรุงผิว รวมทั้งสบู่ อีกด้วย

จากวารสาร “เกษตรกรรมธรรมชาติ ” ฉบับที่ ๕ / ๒๕๔๖ หน้า ๓ ได้ระบุอ้างอิงถึงตำราอายุรเวท และตำราแพทย์แผนไทย ว่ามีการระบุอย่างชัดเจนถึงสรรพคุณ และแนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าว นวดตัว เป็นประจำ จะทำให้ผิวหนังอ่อนนุ่ม อ่อนเยาว์ ทำให้กล้ามเนื้อทรงสภาพ ช่วยขจัดพิษ และสิ่งสกปรก ออก จากร่างกายผ่านทางผิวหนัง ช่วยหล่อลื่นบำรุงผิวหนัง บำรุงกระดูก เนื้อเยื่อ และประสาท และยังมีสารต้าน อนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างเซลล์ที่เสีย

สรุปคุณประโยชน์ ของน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์

ช่วยปรับสมดุลย์ของ ระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด
มีกรดลอริก ( Lauric acid ) มาก ทำให้ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
เสริมระบบการทำงานของไธรอยด์
มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา เมื่อกรดรอลิก แตกตัวเป็น โมโนลอริน
มี กรดไขมันอิ่มตัวที่มีสายปานกลาง ( C8-C12 ) อยู่สูง จึงเผาผลาญเป็นพลังงานไม่สะสมเป็นไขมัน ช่วยปรับปรุงการย่อยให้เข้าสู่ภาวะปกติ เป็นน้ำมันตัวพาที่อุดมด้วยวิตามินอี ในสุคนธบำบัด ( Aromatherpy ) บำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวล เต่งตึง ลดรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา
บำรุงเส้นผมให้นุ่มสลวย ดกดำ เงางาม ช่วยขจัดรังแค

จริงหรือ ? ที่น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีประโยชน์ดังที่กล่าวข้างต้น

จาก บทความ บทวิจัยต่างๆ จากข้อมูลที่ได้ศึกษาจากวารสาร ตำรา พบว่า การอธิบายถึงเหตุผล ของ ประโยชน์ที่ได้รับจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์นั้น ค่อนข้างซับซ้อน เข้าใจได้ยาก แต่ก็จะพยายามรวบรวมเป็น เนื้อหาที่สามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งเนื้อหาอาจครอบคลุมไม่สมบูรณ์ครบทุกหัวข้อ ต้องขออภัยด้วย ประโยชน์ที่ได้รับจากน้ำมันมะพร้าว จะเกี่ยวข้องกับกรดไขมันที่มีอยู่ในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ กรดไขมันกว่า 70 % เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสายปานกลาง ( Medium Chain Fatty Acid ) ที่มี C อยู่ระหว่าง 8 - 12 ซึ่งมีลักษณะที่สามารถ แตกตัว ถูกย่อยและดูดซึมไปใช้งานได้ง่ายกว่ากรดไขมันสายยาว ไม่จำเป็นต้องอาศัย น้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อย กรดไขมันนี้จะถูกเผาผลาญหมดทันที เพื่อสร้างพลังงาน โดยจะไม่ถูกเปลี่ยนไป เป็นไขมัน หรือคลอเลสเตอรอล จึงไม่มีผลกระทบกับระดับคลอเลสตอรอลในเลือด และมีแนวโน้มที่ จะทำให้ คลอเลสเตอรอลที่ดี ( HDL ) มีสัดส่วนสูง และสมดุลย์ มากขึ้น เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีผล กระตุ้น กระบวนการเผาผลาญ จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมบริโภคน้ำมันมะพร้าวแล้วจึงไม่อ้วน และรักษาสมดุลย์ของ ระดับคลอเลสเตอรอล

และเนื่องจากน้ำมันมะพร้าว บริสุทธิ์ มีโครงสร้างที่ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัว จึงทำให้มีปริมาณ กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวอยู่น้อย กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวนี้ มีข้อบกพร่องในการเกิดอ๊อกซิไดซ์ ( Oxidation) ได้ง่าย ดังนั้น ไขมันที่เกิดขึ้น จะสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้เป็นสาเหตุของการอุดตันในหลอดเลือด ทำให้ หัวใจทำงานหนัก จึงง่ายต่อการเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ รวมทั้งง่ายที่ทำให้เกิด อนุมูลอิสระ อีกด้วย ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วตั้งแต่เบื้องต้นว่า น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ จะไม่ทำให้เกิดการสะสมของไขมัน ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ ถ้าหากได้บริโภคในสัดส่วนที่เหมาะสม น้ำมันมะพร้าว ยังมีคุณสมบัติในการเสริมภูมิคุ้มกัน เสริมการทำงานของ ต่อมไธรอยด์ รวมถึงการออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา ด้วยเหตุผลที่ว่า ในน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีปริมาณกรดลอริคอยู่สูง ซึ่งโดยสภาพ ภายนอก จะมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไม่มากนัก แต่เมื่อเข้าสู่ร่างกาย กรดลอริค จะแตกตัวออกเป็น โมโนลอริน ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีในการฆ่าเชื้อ จึงทำให้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ มีคุณสมบัติด้าน ในการช่วยเสริมสร้าง ภูมิ คุ้มกัน ช่วยฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราได้

น้ำมันมะพร้าวมีส่วนประกอบดังนี้

  • กรดไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fatty acid) 87 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsatured fatty acid) 6 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid) 2 %
  • คอเรสเตอรอล ไม่มี

น้ำมัน มะพร้าวมีกรดไขมันชนิดพิเศษ มีจำนวนอะตอมสั้นและขนาดกลางซึ่ง 2 ใน 3 ส่วนเป็นขนาดกลาง 6-12 ตัว (medium-chain fatty acid) ซึ่งเป็นผลดี เพราะขนาดกรดไขมันชนิดนี้ สามารถถูกดูดซึมผ่านเข้ากระบวนการสันดาปในร่างกายเราได้ โดยไม่ต้องใช้ระบบ Carnitine ขนส่ง ทำให้ลดอันตรายต่อเซลล์ไปได้

กรด ไขมันในมะพร้าวนี้ 50 % เป็นกรดลอริค (Lauric acid) ซึ่งเปลี่ยนเป็น monolaurin ในร่างกาย กรดนี้มีผลในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ รา และไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม เช่น เชื้อไวรัสเอดส์ เริม ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น น้ำมันมะพร้าวยังมีกรดคาปริค (capric acid) ประมาณ 7 % ซึ่งช่วยต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้เช่นกัน

น้ำมัน มะพร้าวถูกกล่าวว่าเป็นอันตรายเพราะมีกรดไขมันอิ่มตัวมาหลายสิบปี ปัจจุบันได้มีงานวิจัยซึ่งมีผลชัดเจนว่าน้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ในการ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดอุดตันซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลเดิม รายงานวิจัยอีกหลายเรื่องพบว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มระดับของ HDL ซึ่งเป็นคอเรสเตอรอลชนิดดีในเลือดและยังมีผลช่วยแก้ไขให้ตับดีขึ้น มีรายงานวิธีการใช้น้ำมันมะพร้าววันละ 3-4 ช้อนโต๊ะรับประทานเพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

เรา คนไทยมีวิธีการใช้มะพร้าวเป็นอาหารจนลือชื่อในโลก มีการใช้น้ำตาลจากดอกมะพร้าว เราดื่มน้ำและรับประทานเนื้อมะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อมะพร้าวแก่เป็นกะทิทำแกงและทำขนม และยังใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคโดยเฉพาะโรคผิวหนัง ใช้บำรุงผิว และเส้นผม เครื่องสำอางชั้นนำในปัจจุบันมีน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนผสมอยู่เป็นอันมาก พบว่ามีการใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร ยาและเครื่องสำอาง และที่สำคัญคือใช้ในการผลิตอาหารเสริมเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว

น้ำมัน มะพร้าวมีประโยชน์ในการใช้ทาผิวและผม พบว่าการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยถนอมผิวพรรณลึกลงไปถึงระดับเนื้อเยื่อ เซลล์ใต้ผิวหนัง ช่วยลดความต้องการวิตามิน E ช่วยต้านการเกิดจุดดำที่เกิดจากแสงแดดและจากการที่มีอายุมากขึ้น น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาแผล ลดการอักเสบและผื่นคันให้หายเร็ว ใช้ล้างหน้าได้ดีเพราะจะช่วยให้ผิวชั้นนอกซึ่งมีผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออกไป ทำให้ผิวเนียนนุ่มนวล สำหรับผมแล้วน้ำมันมะพร้าวเปรียบเหมือนครีมปรับสภาพเส้นผมธรรมชาติ ช่วยให้หนังศีรษะสะอาด ป้องกันการเกิดรังแค ให้ผลดีที่สุดหากใช้หมักผมและหนังศีรษะก่อนสระผม สำหรับผู้ต้องการผิวสีน้ำผึ้งและเนียน แต่ถ้าต้องการผิวขาวให้ใช้เมื่ออยู่ในบ้าน และใช้น้ำมันงาทาป้องกันแสงแดดก่อนออกไปตากแดดหรือไปนอกบ้าน

สาระประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว

1. น้ำมันมะพร้าวเป็นโทษกับร่างกายหรือไม่ ?

วงการแพทย์และนักโภชนาการสมัยใหม่ค้นพบแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกายเลย อันที่จริงสิ่งที่ให้โทษกับร่างกายคือน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีหรือน้ำมันพืช ที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ในปัจจุบัน ดังที่เป็นข่าวในอเมริกาว่า ผู้ดำเนินกิจการอาหารฟาสท์ฟู้ดถูกฟ้องฐานทำให้ผู้บริโภคเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะ ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มีกรดไขมันทรานส์มาปรุงอาหาร

ในทางกลับกันน้ำมันมะพร้าวกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ไม่ทำให้อ้วนเพราะเผาผลาญได้เร็วจึงไม่สะสม และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น และความที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวจึงช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันใน ร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย

น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษแม้แต่กับเด็กเล็ก เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่นั่นเอง วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวที่ดีที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชชนิด อื่นๆในการปรุงอาหาร หรือจะรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 3-4 ช้อนชา เด็กวันละ 1-2 ช้อนชา โดยเฉลี่ยแบ่งรับประทานทีละน้อยจนครบจำนวนในแต่ละวัน หรือจะผสมในเครื่องดื่มร้อนๆเช่นโกโก้ร้อนหรือน้ำผลไม้อุ่นๆก็ได้ น้ำมะเขือเทศอุ่นผสมน้ำมันมะพร้าวมีรสชาติอร่อยมาก.


2. คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวที่ดี ดูได้จากอะไรบ้าง ?

คุณภาพของน้ำมันมะพร้าว เบื้องต้นดูได้จากมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข โรงงานที่ผลิต และน้ำมันมะพร้าว ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความใสไม่มีสี ปราศจากสารปนเปื้อน มีกลิ่นหอม ได้รับการรับรองและเลขสารบบ อย. บนฉลากขวด
แต่ก็สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ด้วยตนเองง่ายๆ ดังนี้

2.1. ความใส น้ำมันที่สะอาดจะมีความใส ลักษณะโปร่งแสง แต่อาจเปรียบเทียบคุณภาพความใสที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในขวดลักษณะเดียวกัน สีของพลาสติกหรือแก้ว อาจทำให้มีอิทธิพลกับสีได้บ้าง

2.2. กลิ่น ความหอมของน้ำมันมะพร้าว ต้องหอมอ่อนให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำมันสดใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน หรือเปรี้ยว ถึงแม้ว่าจะเปิดใช้แล้วกลิ่นต้องไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีผู้ผลิตบางรายดัดแปลงกลิ่น โดยใช้น้ำหอมสังเคราะห์กลิ่นมะพร้าว หรือ กลิ่นมะพร้าวน้ำหอมเข้าไป วิธีนี้จะทำให้มีกลิ่นหอมมากในตอนเปิดขวดหรือเปิดใช้ หลังจากนั้นความหอมจะจางลง และเปลี่ยนเป็นเหม็นเปรี้ยว และทำให้อายุของน้ำมันมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน

2.3. ความเบา น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก เวลารับประทานจะผ่านลำคอได้ง่ายและเร็ว มีความรู้สึกเหมือนละลายในปาก ในขณะที่กลืนลงคอไม่มีกลิ่นรุนแรง ไม่เลี่ยน

2.4. ความซึมเข้าสู่ผิว น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีโมเลกุลเล็ก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิว



3. ใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารแล้วมีกลิ่น / เทคนิคการรับประทานน้ำมันมะพร้าว

กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมีเหตุผล 2 ลักษณะ คือ
1. ความเคยชินของการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่ใช้สารเคมีฟอกสี ฟอกกลิ่นออกจนหมดจึงไม่ได้กลิ่นเวลาทำอาหาร

2. น้ำมันพืชบริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีใดเข้าไปดัดแปลง น้ำมันมะพร้าวก็เช่นกัน จะมีกลิ่นเฉพาะของน้ำมันมะพร้าว หากผู้บริโภคไม่เคยชิน อาจใส่ใบเตยหรือหอมซอยลงไปในน้ำมันก่อนทอด จะทำให้กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวลดลงได้มาก

เทคนิคการับประทานน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ

1. ใส่ผสมในน้ำผลไม้ (สูตรของ ดร.ณรงค์โฉมเฉลา ใส่ลงในน้ำส้มคั้นรับประทานทุกวัน)
2. ใส่ในแกงจืด อาหารแกงต่างๆ
3. ใช้เป็นน้ำสลัด
4. ราดบนน้ำแข็งใส ไอศกรีม (สูตรนี้เด็กชอบรับประทาน)
5. ใช้ทอดอาหาร อาหารจะไม่ชุ่มน้ำมัน และมีความกรอบได้นาน
6. ใส่ลงไปพร้อมการหุงข้าว จะทำให้ได้ข้าวนุ่ม หอม อร่อย (สูตรพิเศษใส่กระเทียมเล็ก 5-6 กลีบ และใบเตยโรยเกลือนิดหน่อยจะยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น)


4. เวลาน้ำมันมะพร้าวเป็นไข

น้ำมันและไขมันมีความแตกต่างกันอย่างไร น้ำมัน และไขมันมักจะถูกใช้แทนที่กันเสมอ น้ำมันมีสถานะเป็นของเหลว ส่วนไขมันมีสถานะเป็นของแข็ง น้ำมันทุกชนิด สามารถกลายเป็นไขได้ แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน น้ำมันมะพร้าวเป็นไข (แข็งตัว มีลักษณะเป็นครีมขาว) ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25๐c เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันอิ่มตัวสูง จึงเปลี่ยนเป็นไขเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสภาพเป็นครีมขาว ณ ที่จุดวางขาย หากมีอุณหภูมิเย็น (และจะเปลี่ยนกลับเป็นน้ำมันใสดังเดิมที่อุณหภูมิสูงกว่า 25?c)

ไขของน้ำมันมะพร้าวไม่ใช่น้ำมันเสีย แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของน้ำมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณซื้อมาจากชั้นวางขาย หรือวางไว้ในห้องแอร์ น้ำมันมะพร้าวอาจเป็นไขได้ คุณเพียงแต่ละลายไขนั้นด้วยการนำออกไปวางในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ หรือวางไว้ในบริเวณที่ใกล้แสงแดด (ไม่ควรตากแดด เพราะหากลืมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ความร้อนที่สะสมอาจมีผลกับภาชนะบรรจุ)

ถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นผลิตผลของพืชเมืองร้อน แต่กลับเป็นที่นิยมของคนที่อยู่ในเขตหนาว การเป็นไขของน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสมจึงใช้เป็นกระปุกปากกว้าง เพื่อใช้ตักแทนการเทริน และขณะนี้การสั่งน้ำมันมะพร้าวออกไปขายยังประเทศเหล่านั้นไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ


5. SHELF LIFE ของน้ำมันมะพร้าว

น้ำมันมะพร้าวที่ดีจะมี SHELF LIFE (อายุของผลิตภัณฑ์) นานมาก MCFAS (กรดไขมันสายปานกลาง) จะมีคุณสมบัติเป็นสาร ANTIOXIDANTS ทำให้ป้องกันการเสียได้นาน จากผลทดลองในห้อง LAB ของฟิลิปปินส์ น้ำมันมะพร้าวที่บรรจุในกระปุกและเปิดฝาทิ้งไว้ มี SHELF LIFE นานกว่า 5 ปี

แต่ถ้าน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ หืนแล้ว ไม่ควรรับประทาน เพราะกลิ่นที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากมีความชื้นเข้าไปรวมตัวกับน้ำมันมะพร้าว เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระ

เพราะฉะนั้นศัตรูที่สำคัญที่สุดของน้ำมันมะพร้าว คือความชื้น ขั้นตอนการ DRY OIL คือการกำจัดความชื้นออกจากน้ำมันมะพร้าว เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อต้องการน้ำมันมะพร้าวที่ดี การดมกลิ่นจึงสามารถใช้เป็นมาตรฐานการเลือกซื้อเบื้องต้นได้ และหลังจากเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ห่างจากการเปียกน้ำ และความชื้น จะทำให้มีอายุการใช้งานได้นาน


6. ทำไมรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วท้องระบาย และทำไมรับประทานน้ำมันแต่ละยี่ห้อท้องระบายไม่เท่ากัน

ในลำไส้ใหญ่ของเราจะอุดมไปด้วย PROBIOTIC แบคทีเรียชนิดดีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อยีสต์ และเชื้อรา (ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบ เชื้อราในช่องคลอด) เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ซึ่งมีมากใน ผัก ผลไม้ PROBIOTIC จะใช้เอนไซม์ช่วยย่อย สิ่งที่ได้หลังการย่อย จะได้เป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) และกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) ในสภาวะที่อุดมไปด้วยกรดไขมันนี้เป็นสภาวะที่เอื้อให้ PROBIOTIC เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การย่อยในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงขับถ่ายเร็วขึ้น และขับของเสียออกมาอย่างสะดวกสบายท้อง

น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) จึงมีผลต่อ PROBIOTIC ทันทีที่น้ำมันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวไปได้ไม่นาน จะรู้สึกเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย บวกกับคุณสมบัติความลื่นของไขมันจึงช่วยส่งเสริมให้การขับถ่าย ไหลลื่น สะดวดรวดเร็ว

การขับถ่ายที่สะดวกนี้ไม่เหมือนการขับถ่ายที่เกิดจากการรับประทานอาหารผิด สำแดง ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกายไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเกลือแร่ ไม่มีผลอันตรายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนเช่นรับประทานยาระบาย เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า ลำไส้ของเรามีความไวต่อเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ปรับจำนวนการรับประทาน และเวลาที่สะดวกในการขับถ่าย ก็จะเหมาะสมและสะดวกขึ้น

นอกจากคุณสมบัติของ MCFAs ที่ช่วยให้การขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีแล้ว และหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าวพร้อมกันหลายยี่ห้อและให้ผล จำนวนการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่นบางยี่ห้อรับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ บางยี่ห้อต้องรับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะ จึงจะมีผลในการขับถ่ายเหมือนกัน ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีความแตกต่างกันที่ความสะอาดในการผลิต ยี่ห้อที่รับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะน่าจะมีความสะอาดในการผลิตมากกว่า และควรกลับไปพิจารณาเปรียบเทียบในคุณสมบัติข้ออื่นๆ (จากหัวข้อวิธีดูคุณภาพน้ำมันมะพร้าว ดูได้อย่างไร) หรือสอบถามได้โดยตรงกับผู้ผลิต



7. ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด

คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล

น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ)

น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน หรือ ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION เกิดเป็นอนุมูลอิสระ และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว
สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี
1. แสงสว่าง
2. ความร้อน
3. ออกซิเจน
4. ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT)
5. โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว

ในขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก

ปัจจุบันคนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL) ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว

ถึงแม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14% ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง 77% และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9% ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก และไม่ใช้ความร้อนสูง

ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูง อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD PRESSED) และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION จากอากาศและแสง

การรับประทานน้ำมันมะพร้าว


คำ ถามแรกที่ผู้เริ่มเรียนรู้ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวมักจะถามคือ ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวในปริมาณวันละเท่าไร? คำตอบคือ วันละเท่าไรก็ได้ที่คุณรู้สึกเหมาะสม แม้แต่วันละครึ่งช้อนก็มีประโยชน์
ขนาดที่แนะนำคือวันละ 3 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆไป เป็นปริมาณที่อัตราส่วนพอๆกับกรดไขมันสายปานกลางธรรมชาติที่พบในน้ำนมแม่ ซึ่งเป็นปริมาณเพียงพอที่จะป้องกันทารกจากการติดเชื้อ การเจ็บไข้ได้ป่วย และช่วยในการรับสารอาหารที่มีคุณค่าในสภาวะปกติทั่วๆไป
สำหรับ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักประมาณ 60กก. ปริมาณ 3 ช้อนโต๊ะเป็นปริมาณที่เหมาะสม ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่านี้สามารถลดปริมาณน้ำมันมะพร้าวลง ½ ช้อนโต๊ะต่อน้ำหนักที่น้อยลง 10กก. ส่วนผู้ที่มีน้ำหนักมากกว่า 70กก. รับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 4 ช้อนโต๊ะถือเป็นปริมาณที่ไม่มากเกินไป
การ รับประทานควรแบ่งรับประทานก่อนอาหารมื้อละประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ การรับประทานก่อนอาหารมีประโยชน์เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำ เป็นได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วดื่มน้ำตาม ยังช่วยลดความหิวทำให้ทานอาหารน้อยลง เป็นประโยชน์กับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
อย่างไรก็ตามไม่ถือเป็นกฏตายตัว โปรด จำไว้เสมอว่าแม้ปริมาณจะเล็กน้อยเพียงไรก็มีประโยชน์ และปริมาณต่างกันบ้างในแต่ละวันก็ไม่เป็นไร ในกรณีรับประทานน้ำมันมะพร้าวเพื่อช่วยในการเจ็บไข้ได้ป่วย คุณสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันมะพร้าวเป็นสองเท่า ไม่มีอันตรายจากการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเกินปริมาณ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นอาหารไม่ใช่ยา
การรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วรู้สึกเลี่ยนเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบางคนที่ยังไม่รู้สึกคุ้นเคย คุณสามารถรับประทานน้ำมันมะพร้าวด้วยวิธีใดก็ได้ที่รู้สึกเหมาะสม บางคนรับประทานได้โดยตรงจากช้อนเป็นอาหารเสริม บางคนใช้วิธีผสมในเครื่องดื่มอุ่นๆ บางคนเลี่ยงไปใช้วิธีเพิ่มน้ำมันมะพร้าวลงในอาหาร วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารแทนน้ำมันชนิดอื่นๆ

น้ำมันมะพร้าวช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร


น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ โดยมีการทำงาน 3 อย่างคือ
1. เร่งเมตาโบลิซึ่ม
ไตรกลี เซอไรด์ที่มีสายโซ่สั้นกว่าจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญขณะที่ร่างกายพักอยู่เฉยๆ ได้ (resting thermogenesis) ซึ่งนี่คืออัตราของเมตาโบลิซึ่มในร่างกายขณะที่นั่งอยู่เฉยๆไม่ได้ออกกำลัง กาย พูดสั้นๆก็คือ คุณจะเผาแคลอรี่ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเพิ่มขึ้นมาเลย
2. หยุดความอยากอาหาร
น้ำมัน มะพร้าวช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มได้นานกว่าหลังอาหาร นั่นหมายความว่า ทำให้มีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารน้อยลงในขณะที่เว้นช่วงระหว่างมื้อนาน ขึ้น ในขณะที่ไขมันทุกชนิดจะทำให้รู้สึกอิ่มนานแบบเดียวกันนี้ แต่น้ำมันมะพร้าวมีแคลอรี่ต่ำกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ เพราะโครงสร้างของโมเลกุลของมัน (เคล็ดลับ: ถ้าคุณทำอาหารด้วยมะพร้าว คุณสามารถลดแคลอรี่ลงได้โดยการเลือกกะทิและครีมชนิดไขมันต่ำ)
3. ช่วยปิดสวิทช์ความหิว
น้ำมัน มะพร้าวช่วยกระตุ้นการหลั่งสาร เล็บติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่คอยบอกเราให้หยุดกิน ในการศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้น ได้นำสตรีที่ไม่ได้ควบคุมอาหารมาทานอาหารที่มีน้ำมันมะพร้าวเพิ่มเข้าไป พบว่าเธอรับประทานอาหารน้อยลง ปริมาณน้ำมันมะพร้าวที่ต้องการเพื่อที่จะได้ผลเช่นนี้นั้นต้องการเพียงเล็ก น้อยเท่านั้น แค่วันละ 15 มิลลิลิตรก็พอ หรือจะผสมรวมเข้าไปในอาหารเลยเพื่อช่วยในการย่อยอาหารก็ได้ ซึ่งผู้เขียน (Dominique Finney,N.D.) ใช้กับผู้ป่วยที่ต้องการลดน้ำหนักตัวได้ผลไปหลายรายแล้ว

น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์กับประโยชน์ต่อสุขภาพ

-
น้ำมันมะพร้าวช่วยลดความเสื่อมของร่างกาย

เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์ จึงช่วยลดความเสื่อมและการอักเสบที่เกิดจากการอ๊อกซิเดชั่นของไขมันอื่นใน ร่างกาย ช่วยลดอาการของโรคต่างๆที่เกิดจากความเสื่อมอันไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ซึ่งมีอยู่มากมายหลายโรคเช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ สะเก็ดเงิน ลูปัสหรือ SLE (ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง) หลอดเลือดอุดตัน และแม้แต่มะเร็ง สรุปง่ายๆว่า น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายทรุดโทรมก่อนวัยอันควร ทำให้มีอายุยืนยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง :
-
น้ำมันมะพร้าวช่วยลดคอเลสเตอรอล
น้ำมันมะพร้าวช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว ที่เรียกว่า LDL คอเลสเตอรอล และช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีที่เรียกว่า HDL คอเลสเตอรอล น้ำมันมะพร้าวจึงให้ผลดีกับหัวใจ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ และโรคเส้นโลหิตตีบ ซึ่งต่างจากไขมันทรานส์ที่พบในน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีบาง ชนิด ซึ่งลด HDL แต่กลับเพิ่ม LDL
บทความที่เกี่ยวข้อง :
-
น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา
น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ฆ่าไวรัส แบ็คทีเรีย และเชื้อรา แต่ไม่ทำให้ร่างกายเสียสมดุลเพราะไม่ทำอันตรายต่อแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ จึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
บทความที่เกี่ยวข้อง :
-
น้ำมันมะพร้าวช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็น
แร่ธาตุที่สำคัญและวิตะมินบางชนิดต้องละลายในไขมันเช่น แค ลเซี่ยม แม็กเนเซี่ยม เบตาแคโรทีน วิตะมิน A, D, E, K ล้วนต้องละลายในไขมันร่างกายจึงจะดูดซับไปใช้งานได้ คนเราจึงไม่สามารถขาดการบริโภคไขมัน อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย เปลี่ยนเป็นพลังงานได้เร็ว จึงช่วยนำแร่ธาตุและวิตะมินต่างๆเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ยังอุดมไปด้วยเอนไซม์ซึ่งมีความสำคัญมาก กับชีวิต